ความสุขเราหาได้ในขณะปัจจุบัน
ความสุขไม่ต้องไปหาไกล มันอยู่ใจเรานี่เอง
เพียงแค่เราปฏิบัติใจได้ เราก็พบสุขแล้ว
เราลองมองดูสิว่า “ ความสุขไม่ได้อยู่ที่ตอนจบ แต่มัน เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางของชีวิต ” ความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึงเท่านั้น ใครบางคนบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงานและมีลูกแล้ว ชีวิตของเราจะสุขที่สุดไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว แต่เมื่อมีลูก และลูกของเรายังเล็กอยู่ เราก็เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายที่สุดหมดห่วงแล้ว
แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น เรากลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกแล้ว พอลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้
เราคิดว่า “ ชีวิตเราคงมีความสุขมากขึ้น ” แต่เรากลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ จัดการกับตัวของเขาเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน วัฏจักรตรงนี้คงไม่มีใครหลีกพ้นหลอกนะ บางทีเหมือนหลอกตัวเองให้รับรู้ว่า “ เรากำลังจะมีความสุขในวันข้างหน้า ” แต่พอถึงจริงๆ กลับไม่เป็นอย่างที่คิด
เราลองหันมามอง “ ความสุขจริงๆ ของชีวิตอยู่ที่ตรงไหนกันแน่? แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ตรงแค่ช่วงเวลาขณะปัจจุบัน ” ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบันขณะ...ทั้งชีวิตโสด ชีวิตคู่ทำได้ทันที
ชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป แต่จะดีหรือร้ายไม่อาจรู้ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ทุกคนจัดการเอง เราควรกำหนดรู้ว่า “ กะทิยิ่งเคี่ยวยิ่งมัน กะท้อนยิ่งทุบยิ่งหวาน คนยิ่งอยู่นานยิ่งแก่ ชีวิตยิ่งผ่านความอดทนยิ่งเข้มแข็ง ยิ่งพบปัญหายิ่งฉลาดขึ้น ” นี้เป็นธรรมชาติที่แท้จริง
ใครบางคนบอกกับตัวเองว่า “ ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สักสิบกิโล ฉันถึงจะมีความสุขที่สุด ” แต่พอได้จริงๆ กลับไม่ใช่อีกแล้ว ฉันจะมีความสุขที่สุด ถ้าฉันมีเงินเก็บได้สักยี่สิบล้าน แต่พอได้จริงๆ กลับไม่ใช่ความสุขที่สุดอีกแล้ว ใครหลายคนอาจลืมไปว่า “ ความสุขที่สุดอาจอยู่ที่เราหยุดพูด หยุดคิดถึงสิ่งเหล่านี้ แต่รู้สึกพึงพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่เรา ” อาจจะได้ความสุขที่สุด
ถ้าคิดดีๆ ความสุขแท้จริง มันไม่ได้อยู่ที่ คนรวยที่สุดในโลก คนสวยที่สุดในจักรวาล คนได้รับรางวัลโนเบลหรือรางวัลออสการ์แต่อย่างใด เพราะพวกเขาอาจจะมีความสุขแค่ชั่วคราวอันเป็นโลกียสุข แต่พอเลยไปจากนั้น กลับทุกข์มากกว่าเดิมอีกก็อาจเป็นได้ เพราะ “ คนที่มีความสุขที่สุดอย่างพระพุทธเจ้าไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ” แต่พระองค์สามารถทำพระองค์เอง ให้ธรรมดาที่สุด จึงมีความสุขเหนือความสุขทั้งปวง
ชีวิตเราที่ไม่มีความสุข เพราะเราเอาชีวิตของเราไปเปรียบเทียบกับชีวิตของคนอื่นที่คิดว่า เขาดีกว่าแล้วเกิดความริษยาขึ้นมา เลยกลายเป็นความทุกข์ใจไป ถ้าเราสร้างวิธีคิดใหม่ว่า อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้ รู้ว่า “ ขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน..? ” ตรงนี้เริ่ม เปลี่ยนวิธีคิด ความสุขมันเริ่มเกิดทันที 
ตั้งใจคิดไว้เสมอว่า “ ความรู้สึกอิจฉาริษยา เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆ เรามีทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องมีแล้ว ” ความคิดรู้จักพอเริ่มมีในใจได้ เริ่มมองเห็นความสุขแล้ว ชีวิตนี้มันสั้นนักจะมัวไปโกรธเกลียดใครเขาทำไม... พอเห็นใครได้ดี ดวงตาเริ่มร้อนแล้ว เพราะ “ อิจฉาตาร้อน ” ทนไม่ได้ จงอย่าเกลียดคนอื่นเลย “ หัดยิ้มและหัวเราะมากขึ้น เราจะมองเห็นความสุขชัดขึ้นในใจเรา ” โดยไม่ต้องไปหาที่ไกลๆ
สร้างจิตสำนึกเสมอว่า “ เราทำงานหนักๆ งานไม่อาจดูแลเราตอนป่วยได้หรอก แต่ครอบครัว และเพื่อนเราต่างหาก ที่จะดูแลเราในยามป่วยได้ อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดตัวเอง จนมองเขาเป็นคนไร้ค่า ” เพราะทุกชีวิตต่างพึ่งพากัน
เราจงเชื่อมั่นเสมอว่า “ ส่วนลึกๆ ในใจของเรานั้นมีความสุขเสมอ อย่าส่งผลความทุกข์โศก ในบางขณะให้คนอื่นทำไมเล่า ” ปรับใจเสียใหม่ ด้วยการส่งเมตตาต่อกัน
บทความโดยท่าน ว.ปัญญาวชิโร





